วิธีกินยาคุมฉุกเฉิน 2 เม็ด

ยาคุมฉุกเฉินแบบ 2 เม็ด ที่มีจำหน่ายในประเทศไทยในปัจจุบัน ได้แก่ โพสตินอร์ (Postinor), มาดอนน่า (Madonna), แมรี่ พิงค์ (Mary pink), แอปคาร์ นอร์แพก (ABCA Norpak), เลดี้นอร์ (Ladynore), แจนนี่ (Janny) และ โพสตาร์ร-2 (Postarr-2)

มีตัวยาลีโวนอร์เจสเทรล (Levonorgestrel; LNG) อยู่เม็ดละ 0.75 มิลลิกรัม และเมื่อรวมกัน 2 เม็ดจึงเท่ากับว่ายาคุม 1 แผงจะมีตัวยาอยู่ 1.5 มิลลิกรัมนะคะ

ในเอกสารกำกับยา กำหนดกรอบเวลาให้ใช้ไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์

และเนื่องจากหลักการสำคัญก็คือ ยิ่งรับประทานได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี บางยี่ห้อจึงเน้นย้ำว่า ประสิทธิผลของยาจะดี หากรับประทานยาหลังมีเพศสัมพันธ์ทันที

วิธีใช้ยาคุมฉุกเฉินแบบ 2 เม็ด ที่ระบุไว้ในเอกสารกำกับยา

มาดอนน่า

มาดอนน่า (Madonna)

รับประทานยา 1 เม็ด ภายใน 24 ชั่วโมง แต่ไม่นานเกินกว่า 72 ชั่วโมง ภายหลังจากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน หรือมีการคุมกำเนิดที่ผิดพลาด หรือสงสัยว่าผิดพลาด และต้องรับประทานซ้ำอีก 1 เม็ด หลังรับประทานเม็ดแรกไปแล้ว 12 ชั่วโมง

 

หรือรับประทานยา 2 เม็ดพร้อมกัน ให้เร็วที่สุดภายใน 72 ชั่วโมง ภายหลังจากการมีเพศสัมพันธ์

 

ประสิทธิผลของยาจะดี หากรับประทานยาหลังมีเพศสัมพันธ์ทันที

 

ถ้าอาเจียนภายใน 2 ชั่วโมงหลังรับประทาน สามารถรับประทานซ้ำอีก 2 เม็ด

แมรี่ พิงค์

แมรี่ พิงค์ (Mary pink)

รับประทานยา 1 เม็ด ภายใน 24 ชั่วโมง แต่ไม่นานเกินกว่า 72 ชั่วโมง ภายหลังจากมีเพศสัมพันธ์ และต้องรับประทานซ้ำอีก 1 เม็ด หลังรับประทานเม็ดแรกไปแล้ว 12 ชั่วโมง

 

ประสิทธิผลของยาจะดี หากรับประทานยาหลังมีเพศสัมพันธ์ทันที

แอปคาร์ นอร์แพก

แอปคาร์ นอร์แพก (ABCA Norpak)

รับประทานยา 1 เม็ด ภายใน 24 ชั่วโมง แต่ไม่นานเกินกว่า 72 ชั่วโมง ภายหลังจากมีเพศสัมพันธ์ และต้องรับประทานซ้ำอีก 1 เม็ด หลังรับประทานเม็ดแรกไปแล้ว 12 ชั่วโมง

 

ประสิทธิผลของยาจะดี หากรับประทานยาหลังมีเพศสัมพันธ์ทันที

เลดี้นอร์

เลดี้นอร์ (Ladynore)

รับประทานยา 1 เม็ด ภายใน 24 ชั่วโมง แต่ไม่นานเกินกว่า 72 ชั่วโมง ภายหลังจากมีเพศสัมพันธ์ และต้องรับประทานซ้ำอีก 1 เม็ด หลังรับประทานเม็ดแรกไปแล้ว 12 ชั่วโมง

 

ประสิทธิผลของยาจะดี หากรับประทานยาหลังมีเพศสัมพันธ์ทันที

แจนนี่

แจนนี่ (Janny)

รับประทานยา 1 เม็ด ภายใน 24 ชั่วโมง แต่ไม่นานเกินกว่า 72 ชั่วโมง ภายหลังจากมีเพศสัมพันธ์ และต้องรับประทานซ้ำอีก 1 เม็ด หลังรับประทานเม็ดแรกไปแล้ว 12 ชั่วโมง

ยึดหลักเกณฑ์ของการแสดงข้อความในฉลาก ตามคำสั่งกระทรวงสาธารณสุข ที่ 1037/2543 จึงต้องระบุวิธีใช้ว่า “รับประทานยา 1 เม็ด ภายใน 24 ชั่วโมง แต่ไม่นานเกินกว่า 72 ชั่วโมง ภายหลังจากมีเพศสัมพันธ์ และจะต้องรับประทานซ้ำอีก 1 เม็ด หลังรับประทานเม็ดแรกไปแล้ว 12 ชั่วโมง”

ซึ่งอ้างอิงมาจากวิธีดั้งเดิมในการใช้ยาคุมฉุกเฉินชนิดตัวยาลีโวนอร์เจสเทรล

แต่ในปัจจุบัน หลายแนวทางแนะนำวิธีใหม่ นั่นคือ รับประทานในขนาด 1.5 มิลลิกรัม เพียงครั้งเดียว

โดย FRSH Guideline: Emergency Contraception; March 2017 (Amended July 2023). ของวิทยาลัยการดูแลสุขภาพทางเพศและการเจริญพันธุ์ สหราชอาณาจักร (CoSRH หรือชื่อเดิม FSRH) ยังคงกรอบเวลาเดิม คือ ภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์

ในขณะที่ Selected practice recommendations for contraceptive use – 4th edition; 2025. ขององค์การอนามัยโลก (WHO) และ U.S. Selected practice recommendations for contraceptive use, 2024. ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (CDC) ยืดหยุ่นให้ใช้ได้ ภายใน 120 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์

อย่างไรก็ตาม การรับประทานตามวิธีดั้งเดิม ก็ยังสามารถใช้ได้เช่นกันค่ะ หากยึดตามแนวทางของ องค์การอนามัยโลก และ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกา

การรับประทานยาคุมฉุกเฉินในขนาด 1.5 มิลลิกรัมครั้งเดียว อาจพบผลข้างเคียงบางอย่าง เช่น ปวดศีรษะ, คัดตึงเต้านม หรือประจำเดือนมามาก ได้มากกว่าการรับประทานในขนาด 0.75 มิลลิกรัมสองครั้ง

แต่ผลข้างเคียงโดยรวมไม่ได้แตกต่างกัน อีกทั้งยังใช้สะดวก และมีแนวโน้มที่จะให้ผลป้องกันที่ดีกว่า

ดังนั้น หากจำเป็นต้องใช้ “โพสตินอร์”, “มาดอนน่า”, “แมรี่ พิงค์”, “แอปคาร์ นอร์แพก”, “เลดี้นอร์”, “แจนนี่” หรือ “โพสตาร์ร-2” ให้รับประทาน 2 เม็ดพร้อมกันในครั้งเดียว

หรือจะแบ่งรับประทานสองครั้ง ครั้งละเม็ด ห่างกัน 12 ชั่วโมงก็ได้ แต่ควรระวังว่าถ้าลืมใช้เม็ดที่สอง จะทำให้ประสิทธิภาพลดลง

ไม่ว่าจะรับประทานตามวิธีใด ควรใช้ให้เร็วที่สุดภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์

หรือถ้าไม่ทัน และยังไม่เกิน 120 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ ก็ให้รับประทานทันทีที่ทำได้ แต่ยิ่งล่าช้าประสิทธิภาพก็ยิ่งลดลง โดยเฉพาะเมื่อมีเพศสัมพันธ์เกิน 96 ชั่วโมงไปแล้ว

และแม้ว่ายาคุมฉุกเฉินจะใช้สะดวก, หาซื้อได้ง่าย และมีราคาไม่แพง แต่ประสิทธิภาพก็ต่ำกว่าวิธีคุมกำเนิดมาตรฐานนะคะ

การนำมาใช้เพียงเพราะไม่อยากใส่ถุงยางอนามัย หรือไม่อยากใช้ยาคุมรายเดือน จึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีค่ะ

แต่ควรใช้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น ถูกข่มขืน หรือเมื่อเกิดความผิดพลาดจากวิธีคุมกำเนิดที่ใช้อยู่ เป็นต้นว่า ถุงยางฉีกขาด หรือลืมรับประทานยาคุมรายเดือนจนทำให้ไม่มีผลป้องกันแล้ว