ฉีดยาคุมแบบ 3 เดือน มีอะไรกันเดือนแรก ถ้าเลิกฉีดจะท้องมั้ย

ฉีดยาคุมแบบ 3 เดือน มีอะไรกันเดือนแรก ถ้าเลิกฉีดจะท้องมั้ย

ปรับปรุงล่าสุด 27 กันยายน 2023

                ฉีดยาคุมไปตอนต้นเดือน ต่อมาก็มีอะไรกับแฟนช่วงปลายเดือน หลังจากนั้นก็ไม่มีอีกเพราะแฟนไม่อยู่ ถ้าครบกำหนด 3 เดือนแล้วไม่ไปฉีดต่อ จะมีสิทธิ์ท้องหรือไม่

 

                ในช่วงที่เพศหญิงมีไข่ตก หากอสุจิของเพศชาย ผ่านช่องคลอดเข้าไปผสมกับไข่ ที่รอปฏิสนธิอยู่ในท่อนำไข่ได้ และตัวอ่อนที่เกิดจากการผสม เคลื่อนไปฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูกได้สำเร็จ ก็จะเกิดเป็นการตั้งครรภ์นะคะ

                การคุมกำเนิด จึงต้องไปขัดขวาง ไม่ให้ไข่และอสุจิมาผสมกัน หรือป้องกันไม่ให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ค่ะ

 

                ซึ่งกลไกหลักที่ยาคุมแบบที่ฉีดทุก 3 เดือน ใช้เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ ก็คือ การยับยั้งการตกไข่

                โดยทำงานร่วมกับกลไกอื่น ๆ ที่อาจช่วยลดความเสี่ยง หากกลไกหลักล้มเหลวจนมีไข่ตกมารอการปฏิสนธิ เช่น การทำให้มูกที่ปากมดลูกเหนียวข้น จนอสุจิผ่านเข้าไปได้ยาก

                หรือในกรณีที่อสุจิเข้าไปผสมกับไข่ได้ การที่ยาคุมไปทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางลง จนไม่เหมาะที่ตัวอ่อนจะฝังตัว ก็อาจช่วยให้ตั้งครรภ์ไม่สำเร็จ

 

                แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของมูกที่ปากมดลูกในผู้หญิงส่วนใหญ่ จะเกิดขึ้นภายใน 2 – 3 วันแรกหลังฉีดยาคุมแบบ 3 เดือน แต่สำหรับผู้หญิงบางคน อาจใช้เวลานานถึง 7 วัน

                ดังนั้น หากเริ่มฉีดเข็มแรกไม่ทัน 7 วันแรกของการมีประจำเดือน1 – 3  (หรือบางแนวทางจะแนะนำให้ฉีดเข็มแรกภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือน4) ก็ควรงดมีเพศสัมพันธ์ หรือให้ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ไปอีก 7 วันหลังฉีด เพื่อให้มั่นใจว่ากลไกการยับยั้งไข่ตกและการเปลี่ยนแปลงของมูกที่ปากมดลูกจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว

                ส่วนผู้ที่ฉีดยาคุมเข็มแรกภายใน 7 วันแรกของการมีประจำเดือน1 – 3 (หรือ 5 วัน4 สำหรับบางแนวทาง) จะมีผลคุมกำเนิดทันที เนื่องจากยาคุมสามารถยับยั้งการตกไข่ในรอบเดือนนั้นได้เลย

 

                ในกรณีตัวอย่าง ไม่ว่าผู้ถามจะฉีดยาคุมเข็มแรกทันเวลาหรือไม่ แต่วันที่มีเพศสัมพันธ์ก็มีผลป้องกันได้แล้วนะคะ โอกาสตั้งครรภ์จึงน้อยมากจนไม่น่าจะกังวล

                เพราะต่อให้แฟนของผู้ถามจะไม่สวมถุงยางอนามัย และอสุจิสามารถผ่านช่องคลอดเข้าไปได้ แต่เมื่อไม่ได้ผสมกับไข่ ก็จะตายและสลายตัวไปในไม่กี่วันค่ะ

 

                และหากไม่ต้องการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ต่อ ก็ไม่ต้องไปฉีดยาคุมตามนัดแล้วนะคะ แต่หลังจากที่หยุดใช้ กลไกที่เคยช่วยป้องกัน ก็จะหายไป เช่น มีไข่ตกได้เหมือนเดิม

                ซึ่งแม้ว่ายาคุมที่ฉีดทุก 3 เดือน อาจมีผลตกค้างนานกว่าฮอร์โมนคุมกำเนิดรูปแบบอื่น แต่ก็ไม่ควรประมาท เพราะแต่ละรายอาจมีไข่ตกได้เร็วหรือช้าแตกต่างกัน โดยเฉพาะถ้าไม่ได้ฉีดต่อเนื่องกันนาน ๆ กระบวนการตกไข่ก็อาจกลับมาทำงานได้เร็วกว่า

                ดังนั้น หลังจากที่ไม่ได้ไปฉีดยาคุมตามนัด ถ้าจะมีเพศสัมพันธ์แต่ยังไม่พร้อมจะมีบุตร ก็ต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น เช่น ใช้ถุงยางอนามัยป้องกันทุกครั้ง เพื่อไม่ให้อสุจิผ่านเข้าไปผสมกับไข่ได้นั่นเองค่ะ

 

 

เอกสารอ้างอิง

  1. Selected Practice Recommendations for Contraceptive Use, 3rd edition. World Health Organization, 2016.
  2. Family planning: A Global Handbook for Providers, 2022 edition.
  3. U.S. Selected Practice Recommendations for Contraceptive Use. Centers for Disease Control and Prevention, 2016.
  4. FSRH CEU Guidance: Progestogen-only Injectable Contraception. Faculty of Sexual & Reproductive Healthcare, December 2014. (Amended July 2023)