วิธีรับประทานยาคุม “ฟีมีน 30” (Femine 30)

วิธีรับประทานยาคุมฟีมีน 30

ปรับปรุงล่าสุด 17 พฤศจิกายน 2022

                “ฟีมีน 30” (Femine 30) เป็นยาคุมชนิดฮอร์โมนรวมแบบ 28 เม็ด โดยที่เม็ดยาลำดับที่ 1 – 21 ของแผงจะเป็น “เม็ดยาฮอร์โมน” ซึ่งแต่ละเม็ดประกอบไปด้วยตัวยา Ethinyl estradiol 0.03 มิลลิกรัม และ Desogestrel 0.15 มิลลิกรัม

                ส่วนเม็ดยาลำดับที่ 22 – 28 ของแผง จะเป็น “เม็ดยาหลอก” หรือ “เม็ดแป้ง” ซึ่งไม่ได้มีตัวยาฮอร์โมนใด ๆ

 

                วิธีรับประทานยาคุม “ฟีมีน 30” ให้ใช้เรียงลำดับตามตัวเลขที่ระบุไว้ในแผง นั่นคือ เริ่มรับประทานจากเม็ดยาลำดับที่ 1 และใช้ต่อวันละเม็ดตามลำดับไปเรื่อย ๆ จนถึงเม็ดยาลำดับที่ 28 ค่ะ

                เนื่องจากตัวเลขที่เห็นในแผงคือ “ลำดับการใช้” ไม่ใช่ “วันที่ตามปฏิทิน” ดังนั้น ไม่ว่าจะเริ่มรับประทานยาคุมแผงนี้ตรงกับวันที่เท่าไหร่ของเดือนก็ตาม เม็ดยาที่ระบุเลข “1” ก็จะเป็นเม็ดแรกที่ควรแกะมารับประทานก่อนเสมอ

 

                หากใช้ถูกต้องและไม่มีการตั้งครรภ์ ประจำเดือนของผู้ใช้ “ฟีมีน 30” ควรจะมาในช่วงที่รับประทาน “เม็ดยาหลอก” โดยมักจะมาหลังจากที่ใช้ “เม็ดยาฮอร์โมน” หมดไปแล้ว 2 – 3 วัน ซึ่งจะตรงกับวันที่ใช้เม็ดยาลำดับที่ 24 หรือ 25 ของแผงนั่นเอง แต่วันที่ประจำเดือนมาก็อาจคลาดเคลื่อนจากนั้นเล็กน้อยได้เช่นกัน

 

                เมื่อประจำเดือนมาแล้ว แนะนำให้ใช้ “เม็ดยาหลอก” ที่เหลืออยู่ไปตามปกติจนครบทั้งแผง จากนั้นจึงค่อยเริ่มรับประทานยาคุมแผงใหม่ในวันถัดมา ซึ่งหากต่อยาคุมตรงตามกำหนดเช่นนี้ก็จะถือว่ามีผลคุมกำเนิดที่ต่อเนื่องกันทุกวัน

                การต่อยาคุมแผงใหม่เร็วกว่ากำหนด โดยทิ้ง “เม็ดยาหลอก” ที่เหลืออยู่ แล้วไปเริ่มแผงใหม่ในวันแรกที่ประจำเดือนมา ไม่ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ แต่จะทำให้รอบประจำเดือนสั้นกว่าปกติ (รอบประจำเดือน หมายถึง ระยะห่างจากวันแรกที่มีประจำเดือนรอบหนึ่งไปหาวันแรกที่มีประจำเดือนของรอบถัดไป ไม่ใช่จำนวนวันที่มีเลือดประจำเดือนออกมา ซึ่งรอบประจำเดือนโดยทั่วไปของผู้ที่ใช้ยาคุมรายเดือนจะเป็น 28 วัน) จึงไม่จำเป็นจะต้องรีบต่อยาคุมแผงใหม่ในวันแรกที่ประจำเดือนมานะคะ

                และถ้าใช้ยาคุมหมดแผงไปแล้วแต่ประจำเดือนยังไม่หายดี ก็ให้ต่อยาคุมแผงใหม่ตรงตามกำหนดเช่นเดียวกัน ไม่ต้องเว้นว่างต่อเพื่อรอให้ประจำเดือนหายดีก่อน เพราะถ้ามีช่วงปลอดฮอร์โมนนานเกินไปก็จะทำให้ไม่มีผลคุมกำเนิดที่ต่อเนื่อง จึงเสี่ยงที่จะล้มเหลวในการป้องกันการตั้งครรภ์ค่ะ